|
Muti-Plant Light White Perfect Serum
W-005-50
การปรับสภาพผิวหรือทำให้ผิวขาวเป็นเรื่องของการเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่นิยมการมีผิวสีอ่อนมากกว่าผิวสีเข้ม เพราะแลดูสะอาดตาและสดใสกว่า ปกติผิวหนังจะทำหน้าที่ปกคลุมและปกป้องร่างกายนั้น จะมีการสร้างเม็ดสีผิวหรือเมลานิน(melanin pigment) เพื่อทำหน้าที่เป็นทหารป้องกันผิวหนังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแสงแดดมิให้เกิดการเผาไหม้หรือบวมแดง โดยเมลานินหรือเม็ดสีผิวเหล่านี้จะดูดซับรังสี UVในแสงแดดเอาไว้
กระบวนการสร้างเมลานิน :
ในชั้นของหนังกำพร้าชั้นล่างสุด (stratum basale) มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์สร้างสีผิว (melanocytes) ทำหน้าที่สร้างและหลั่ง melanosomes (brown organells) ซึ่งภายในประกอบด้วย copper containing enzyme ชื่อ tyrosinase สามารถเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไทโรซีนเปลี่ยนเป็น indole 5,6 quinone สารตัวนี้และ intermediates อีกหลายตัว จะเกิดปฏิกิริยา polymerization ไปเป็น highly insoluble substance ซึ่งสามารถรวมตัวกับโปรตีนอย่างหนาแน่นด้วย sulfhydryl linkage เกิดเป็นเมลานิน ปรากฎเป็นสีผิวเกิดขึ้น
ไลโปโซม
ไลโปโซม (liposome) ถูกค้นพบและใช้งานในต่างประเทศตั้งแต่ประมาณปี 1970 เป็นโครงสร้างของอนุภาคแบบ vesicle ขนาดนาโน (มักจะเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50-300 นาโนเมตร) ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวเป็นสองชั้น (bilayer) ของโมเลกุลไขมันฟอตเฟส (Phospholipids) เมื่ออยู่ในน้ำ
เยื่อหุ้มเซลล์สังเคราะห์
เซลล์ชนิดต่างๆ ในร่างกายของคนหรือสัตว์ มีเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) เพื่อทำหน้าที่ปกป้องส่วนประกอบภายในเซลล์และเป็นทางผ่านเข้าออกของสารต่างๆ มีองค์ประกอบที่สำคัญคือโมเลกุลของไขมันฟอตเฟสจัดเรียงตัวเป็นสองชั้น (bilayer) คอเลสเตอรอล และโปรตีนที่แทรกอยู่ระหว่าง bilayer เพื่อทำหน้าที่เป็นประตูทางเข้าออกของสารต่างๆ รวมทั้งรับสัญญาณระหว่างเซลล์ จะเห็นว่าไลโปโซมจึงมีโครงสร้างคล้ายเยื่อหุ้มเซลล์ตามธรรมชาติที่ไม่มีโปรตีนประกอบอยู่ด้วยนั่นเอง
ลักษณะของไลโปโซม
สาเหตุหลักที่โมเลกุลของไขมันฟอสเฟตมีการจัดเรียงตัวเป็น bilayer เนื่องจากโครงสร้างที่ประกอบด้วย “ส่วนหัว” ที่ละลายน้ำได้ดี และ “ส่วนหาง” ที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นไขมันฟอสเฟตจึงพยายามจัดเรียงตัว เพื่อซ่อนส่วนหางจากน้ำและหันส่วนหัวไปในด้านที่จะต้องสัมผัสกับน้ำ เพื่อให้เกิดความเสถียรตามธรรมชาติ ดังนั้นเราจึงสามารถบรรจุสารสำคัญเช่น ยา วิตตามิน ฮอร์โมน growth factor หรือแม้แต่สารพันธุกรรมชนิดที่ละลายน้ำได้ในแก่น (core) หรือชนิดที่ไม่ละลายน้ำบริเวณกลาง bilayer ของไลโปโซม
ไลโปโซมมีลักษณะได้หลายแบบเช่น เป็นรูปทรงกลม ทรงรี ทรงลูกบาศก์ เป็นแผ่นพับไป-มา หรือรูปทรงหลายมิติ อาจจะประกอบด้วย bilayer ชั้นเดียว หรือหลายๆชั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของโมเลกุลไขมันฟอสเฟต อัตราส่วนของน้ำต่อไขมัน สารตัวเติม หรือวิธีการผลิตไลโปโซม นอกจากนี้ ไขมันฟอสเฟตที่จะนำมาผลิตไลโปโซมยังมีมากมายหลายร้อยชนิด ทั้งมีประจุเป็นบวก ประจุลบ และไม่มีประจุ อาจจะมีส่วนหางสายเดียว สองหรือสามสาย และมีความสั้น-ยาวต่างๆ ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะสร้างไลโปโซมชนิดต่างๆ ให้เหมาะสมตามการใช้งาน
ประโยชน์และการใช้งานไลโปโซม
ด้วยลักษณะและคุณสมบัติที่คล้ายเยื่อหุ้มเซลล์ตามธรรมชาตินี้เอง ไลโปโซมจึงสามารถนำส่งสารต่างๆ เข้าสู่เซลล์ได้ดี เนื่องจากโมเลกุลของไขมันฟอสเฟตใน bilayer (ของทั้งไลโปโซมและเยื่อหุ้มเซลล์) เคลื่อนที่กลับไป-มา (flip-flop) ในระหว่างชั้นได้เอง ทำให้เกิดการแลกแลกเปลี่ยน รวมตัว และพยายามจัดโครงสร้างใหม่ของโมเลกุลของไขมันฟอสเฟต และผลที่เกิดก็คือการหลั่งสารที่บรรจุไว้ในไลโปโซม การประยุกต์ใช้ไลโปโซมจำนวนมากจึงเกี่ยวข้องกับระบบนำส่ง (Delivery System) ของยา เครื่องสำอาง หรือสาระสำคัญเข้าสู่ร่างกาย เช่น ทำวิตามินเข้าสู่ร่างกายในรูป Liposome encapsulate Vitamin C and E
นำส่งสารเข้าสู่ผิวหนัง (Transdermal Delivery)
การใช้ไลโปโซมสูตรที่เหมาะสมบางอย่าง สามารถเพิ่มการนำส่งสารเข้าสู่ผิวหนัง ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis)ได้ดี แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่แท้จริงของมัน จึงได้มีการใช้ไลโปโซมในสูตรเครื่องสำอางและยาผิวหนังอย่างแพร่หลาย Bilayer หลายๆชั้นของไลโปโซมสามารถปกป้องสารสำคัญที่เสียสภาพได้ง่ายในอากาศหรือในน้ำ
นำส่งสารสู่เซลล์
เนื่องจากขนาดที่เล็กระดับนาโนของไลโปโซม ทำให้มันเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวได้เร็วตามกลไกระบบภูมิคุ้มกันปกติของร่างกาย ดังนั้นการใช้ไลโปโซมจึงเหมาะสมในการรักษาโรคที่ต้องการนำส่งยาเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาว ดังตัวอย่างการรักษาการติดเชื้อ Leishmania ของเซลล์ Macrophage โดยการบรรจุยา Amphotericin B ลงระหว่างชั้น bilayer ของไลโปโซม
การดัดแปลงพื้นผิวไลโปโซมเพื่อการใช้งานนำส่งสารเข้าสู่เซลล์แบบต่างๆ
(A) ไลโปโซมทั่วไป ที่มีเฉพาะชั้นของไขมันฟอสเฟต
(B) Stealth liposomes มีการดัดแปลงพื้นผิวด้วยพอลิเมอร์ PEG เพื่อเพิ่มอายุในการหมุนเวียนในร่างกาย ไม่ให้ถูกกำจัดอย่างรวดเร็วโดยระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถผ่านผนังเซลล์หลอดเลือดฝอยในก้อนเนื้องอกได้ดีขึ้น
(C) Targeting liposomes มีการติดโมเลกุลของแอนติบอดี้ เพื่อการหาเป้าหมายที่จะนำส่งสารสำคัญภายในร่างกาย
(D) การเพิ่มโมเลกุล หรือ พอลิเมอร์ที่มีประจุบวก เพื่อนำสารพันธุกรรมแบบไม่ใช้ virus

การทดสอบปฏิกริยาของยากับเยื่อหุ้มเซลล์ (Drug Testing)
องค์ประกอบผนังของของไลโปโซมสามารถเปลี่ยนแปลงให้มีความคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ของคนหรือสัตว์หรือจุลินทรีย์ได้ ดังนั้นจึงมีการใช้ไลโปโซมในการทดสอบปฏิกิริยาของยา หรือการนำส่งยาเข้าสู่เซลล์จำลอง เช่น เซลล์ผิวหนัง กระเพาะอาหาร สมอง ถุงน้ำดี ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายาจำนวนมาก
การปรับปรุงภาพถ่ายทางการแพทย์ (Image Enhancing)
มีการใช้ไลโปโซมเพื่อให้ภาพถ่ายอวัยวะต่างๆทางการแพทย์มีความชัดเจนขึ้น โดยการติดโมเลกุลที่จะส่งสัญญาณให้เกิดภาพบนผิวของไลโปโซมขนาดเล็ก และเมื่อส่งไลโปโซมเหล่านั้นไปยังอวัยวะที่ต้องการถ่ายภาพ จะทำให้เกิดความคมชัดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ภาพถ่ายโดยใช้การสะท้อนของคลื่นเสียง (Ultrasound), MRI (Magnetic Rasonance Imaging) ไลโปโซมเหล่านี้ยังสามารถที่จะนำส่งยาเฉพาะที่ได้อีกด้วย
ข้อจำกัดของการใช้ ไลโปโซม
ไลโปโซมจะมีความคงตัวค่อนข้างต่ำจึงเก็บรักษายาก และเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ง่ายเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เนื่องจากไขมันฟอสเฟตแต่ละชนิดมีค่าอุณหภูมิในการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้ว (Glass Transition Temperature, Tg) ที่ไม่เท่ากัน และลักษณะที่เคลื่อนที่ไปมาตลอดเวลาของไขมันฟอสเฟต อาจจะทำให้สารชนิดละลายน้ำได้ที่บรรจุอยู่ภายในรั่วไหลออกมาเองได้ นอกจากนั้นยังบรรจุยาได้ในปริมาณน้อย จึงมักใช้นำส่งสารมูลค่าสูง รวมทั้งเทคนิคการทำให้ปลอดเชื้อที่ต้องไม่ใช้ความร้อน ทำให้ผลิตภัณฑ์ไลโปโซมมีราคาแพง
ไลโปโซม มีอันตรายหรือไม่
ยังไม่พบรายงานถึงอันตรายต่อสุขภาพที่เป็นผลมาจากไลโปโซมเอง เนื่องจากไขมันฟอสเฟตเป็นสารที่มีอยู่ทั่วไปในร่างกาย ไขมันฟอสเฟตที่มีจำหน่ายเป็นการค้าเพื่อนำมาผลิตไลโปโซมส่วนใหญ่เป็นสารสกัดจากไข่และน้ำมันพืช ไลโปโซมโดยทั่วไปมีอายุค่อนข้างสั้น และจะถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็วโดยระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับไลโปโซมที่มีการดัดแปลงให้มีอายุในการหมุนเวียนยาวขึ้นก็จะถุกกำจัดได้ที่ตับและม้ามโดยกลไกปกติของร่างกาย อีกทั้งขนาดของการใช้ไลโปโซมจะน้อยมาก ทำให้ไม่มีปัญหาการสะสมไขมันจนอยู่ในระดับอันตรายได้
ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยาบรรจุไลโปโซมจำนวนมากที่มีการผลิตในระดับการค้า เช่น Amphotericin B, Doxorubicin, Daunorubicin รวมทั้งในเครื่องสำอางชนิดต่างๆ เป็นต้น และสามารถดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ในงานด้านอาหาร ยา เครื่องสำอางและการวิจัยทางการแพทย์อย่างมากมาย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการ แต่เมื่อใช้ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีทางวัสดุพอลิเมอร์ โดยการดัดแปลงคุณสมบัติของพื้นผิวก็จะทำให้การออกแบบระบบการใช้ไลโปโซมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ งานวิจัยการใช้งานไลโปโซมของคณะวิศวกรรมศาสตร์กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการที่ห้องวิจัยวิศวกรรมชีวเคมี
ส่วนประกอบสำคัญ:
Liposome encapsulate Vitamin C and E :
วิตามินที่อยู่ในรูปไลโปโซมขนาด Nano Particle ที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง
- Vitamin C
วิตามิน C บรรจุในโครงสร้างไลโปโซมซึ่งเป็นตัวนำพาที่มีประสิทธิภาพสูงจึงไม่ถูก Oxidation ได้ง่าย สามรถแทรกซึมสู่ผิวชั้นในได้ดี ทำงานโดยค่อยๆปลดปล่อยวิตามิน มาทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ช่วยยับยั้งการทำงานของ เอ็มไซม์ไทโรซิเนส จึงช่วยปรับสภาพผิวให้ขาว กระจ่างใส ลดการเกิดฝ้า กระและจุดด่างดำพร้อมเพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น ตึงกระชับ
- Vitamin E
วิตามินอี บรรจุในโครงสร้างไลโปโซมซึ่งเป็นตัวนำพาที่มีประสิทธิภาพสูงจึงไม่ถูก Oxidation ได้ง่าย สามรถแทรกซึมสู่ผิวชั้นในได้ดี ทำงานโดยค่อยๆปลดปล่อยวิตามิน มาทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย Tocopherols,Tocotrienols ซึ่งพบได้บ่อยในผัก น้ำมันพืช เมล็ดพืช ข้าวโพด ถั่ว แป้งสาลี เนื้อสัตว์และนม วิตามินอีเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่สำคัญในพลาสมาและเม็ดเลือดแดง ที่ช่วยปกป้องสารประกอบไขมันจากอนุมูลอิสระ ผลจากการทดลองพบว่า วิตามินอี ช่วยลดอาการไหม้จากแสงแดด ช่วยลดริ้วรอย และทำให้ผิวหน้านุ่มขึ้น
Vitamin C Glycosphere :
มีคุณสมบัติเป็น Anti Oxidance ช่วยลดริ้วรอย และปรับสภาพผิวให้ขาวเนียนกระจ่างใสพร้อมทั้งบำรุงผิว

ผลทดสอบของความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ Vitamin C Glycosphere เทียบกับ Vitamin C ทั่วไป
Arbutin :
สารกัดจาก Bearberry ช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวกระจ่างใสลดการสร้างเม็ดสี ลดเลือนจุดด่างดำ และเพิ่มความชุ่มชื้น ลดและชะลอการเกิดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Black tea extract :
สารสกัดจากชาดำต่อต้านอนุมูลอิสระและปรับผิวให้เรียบเนียน ไม่ขรุขระ ลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่ม
ผลการทดสอบ :
จากอาสาสมัคร 14 ราย ใช้ครีมที่มีส่วนประกอบของชาดำวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 29 วัน ทำให้ผิวเรียบเนียนมากขึ้น 16.2 %
Mitracarpe extract :
สารสกัดจากพืชชนิดหนึ่งในทวีปแอฟริกา มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอ็มไซม์ Tyriosinaseซึ่งมีผลในการยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีทำให้ผิวขาวใส ลดริ้วรอย จุดด่างดำ บนใบหน้า ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
Licorice extract :
สารสกัดจากชะเอมเทศ มีคุณสมบัติช่วยในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี โดยลดการสร้างเม็ดสีทำให้สีผิวจางลงและเพิ่มความขาวเนียนแก่ผิว ลดจุดด่างดำ ความหมองคล้ำแก่ผิว
BioflavonoidS (Citrus Medica Limonum Peel extract)
สารสกัดจากพืชธรรมชาติ จึงช่วยปกป้องผิวไม่ให้เสื่อมสภาพหรือถูกทำลายจากแสงแดดและมลภาวะต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัย รอยหมองคล้ำ ช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวเนียนใส
Vitamin B3 :
มีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่ม blood circulation ทำให้ขับของเสียได้ดีจึงทำให้ผิวมีสุขภาพดี เป็น reducing agent โดยลดการสร้างเม็ดสีทำให้สีผิวจางลงและเพิ่มความขาวเนียนแก่ผิว และเป็นanti-oxidant ลดและชะลอการเกิดริ้วรอย
White tea extract :
สารสกัดจากชาขาว ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระลดและชะลอการเกิดริ้วรอย กระตุ้นให้ผิวมีความกระชับ ลดการอักเสบและระคายเคืองผิว |